วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson)







บทความเขียนโดยคุณวิกรม กรมดิษฐ์
ประธานมูลนิธิอมตะ
www.vikrom.net

ผมคิดว่าคนที่เรียนไม่จบมหาวิทยาลัยหรือคนที่เรียนหนังสือไม่เก่งนั้น ย่อมไม่ได้หมายความว่าเขาเหล่านั้นจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ผมเชื่อว่าโลกมีความยุติธรรมสำหรับคนที่ทุ่มเทและมุ่งมั่นในสิ่งที่สร้างสรรค์โดยไม่งมงาย หากคนใดมีคุณสมบัติดังกล่าวนี้ย่อมจะประสบความสำเร็จได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดเขาเหล่านั้นจะต้องเลือกเดินให้ถูกทาง เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดและแนวโน้มของธุรกิจโลก ซึ่งมีเพียงทฤษฎีเดียวที่จะสามารถทำให้คนรวยคือไม่ว่าจะทำธุรกิจใดก็ตาม ธุรกิจนั้นจะต้องมีตลาดรองรับและต้องมีตลาดขนาดใหญ่พอ ตลาดนั้นก็ควรที่จะต้องมีมูลค่ามหาศาล โดยธุรกิจนั้นจะต้องมีคู่แข่งจำนวนไม่มาก และด้วยเงื่อนไขเพียงไม่กี่ข้อนี้ที่จะสามารถทำให้คนเดินดินธรรมดาคนหนึ่งกลายมาเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกได้

ในทางกลับกันหลายคนอาจจะเป็นนักธุรกิจที่เก่งกาจ มีการบริหารงานและการจัดการที่เป็นเลิศ แต่หากเลือกดำเนินธุรกิจที่ไม่มีตลาดมารองรับ หรือแม้ตลาดที่มีจะมีขนาดใหญ่มาก แต่หากมีคู่แข่งจำนวนมากและแข่งขันกันอย่างดุเดือด ก็ยากที่จะประสบความสำเร็จได้ จะว่าไปแล้วการที่ บิลล์ เกตต์ สามารถร่ำรวยขึ้นมาจนเป็นอันดับหนึ่งของโลกได้นั้น ไม่ใช่เพราะเขาเป็นอัจฉริยะที่อายุน้อยที่สุดของโลก แต่เป็นเพราะเขาทำในสิ่งที่ตลาดต้องการมาก และด้วยความที่เขาเริ่มต้นก่อนคนอื่น ทำให้เขาได้เปรียบคู่แข่งขันรายอื่น ๆ ที่เพิ่งเข้ามาในตลาด

ริชาร์ด แบรนสันเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในปัจจุบัน หากมองย้อนไปในสมัยที่เขายังเด็กนั้น ผลการเรียนของเขาอยู่ในอันดับท้ายสุดของชั้นเรียนเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากผลพวงมาจากอาการเจ็บป่วยของเขา และในสายตาของหลาย ๆ คน ต่างก็ดูถูกเขาว่าเป็นคนไม่มีความสามารถ ทั้งที่ตัวเขาเองทำทุกอย่างด้วยตนเองมาตั้งแต่เกิด เพราะแม่ของเขาเป็นคนหล่อหลอมให้เขามีความอดทน มุ่งมั่น และทะเยอทะยาน โดยไม่ยอมแพ้ต่อความยากลำบากแม้สักครั้งในชีวิต ทำให้เขาเป็นคนมีเป้าหมายในชีวิตอย่างแน่นอน จนสามารถประสบความสำเร็จโดยอาศัยความบ้าบิ่นและรักสนุก ทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างที่ไม่เคยมีใครทำได้แบบเขามาก่อน

โลกใบนี้เป็นโลกที่ท้าทายสำหรับเขา และเป็นโลกที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกวินาทีที่ผ่านไปของเขาล้วนแล้วแต่เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจใหม่ ๆ และเขาเองก็รู้จักใช้โอกาสต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างชาญฉลาด และข้อสำคัญที่สุดือเขาทำงานอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เขาประสบความสำเร็จสูงสุดด้วยวัยเพียง 58 ปีเท่านั้น ผมเคยใช้กลยุทธ์เช่นเดียวกันกับ ริชาร์ด แบรนสัน โดยตั้งเป้าหมายความฝันไว้ก่อน และมองโลกอย่างท้าทาย พร้อมทั้งหาแนวทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่ยังไม่มีคู่แข่งขัน ซึ่งผมมองว่าเป็นขั้นตอนแรกของถนนแห่งความสำเร็จที่ใคร ๆ ก็สามารถทำได้และประสบความสำเร็จได้อย่างไม่ยากเย็น

ริชาร์ด แบรนสัน มีความเป็นตัวของตัวเองสูงมาก เขารู้จักใช้การสร้างตัวเองขึ้นมาจนตัวเขาเองกลายเป็นแบรนด์ที่มีคนรู้จักและสนใจโดยไม่ต้องจ้างดาราดัง ๆ มาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าของเขาเลย เสมือนว่าทุกวันนี้เขากลายเป็นคนที่โด่งดังไปแล้วทั่วโลก ซึ่งหากจะเปรียบเทียบแล้วคงเหมือนกับ โกโก้ ชาแนล ที่นำเอาตัวเองมาเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าของตนเอง

ถ้าริชาร์ด แบรนสันคือมหาเศรษฐีชาวอังกฤษผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการของกลุ่มกิจการนี้ เขาผู้นั้นก็คือ ผู้มีคติในการดำเนินชีวิตและบริหารธุรกิจที่ไม่เหมือนใคร และเริ่มกระโดดเข้าสู่วงการธุรกิจตั้งแต่มีอายุได้เพียง 16 ปีเท่านั้น จากหนุ่มน้อยที่เริ่มต้นทำธุรกิจนิตยสารรายเดือนสำหรับนักศึกษามหาลัย ปัจจุบันริชาร์ด แบรนสัน คือมหาเศรษฐีคนหนึ่งของโลก ที่มีบริษัทในเครือมากถึง 360 บริษัทภายใต้ชื่อการค้าว่า ?เวอร์จิ้น? มีทั้งธุรกิจสายการบิน ค่ายเพลง สื่อสิ่งพิมพ์ โทรศัพท์มือถือ ฯลฯ และยังมีการขยายธุรกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามปรัชญาชีวิตประจำตัวว่า ?ต้องท้าทายตัวเอง? ทำให้ริชาร์ด
แบรนสัน มีนิสัยรักความท้าทาย ชอบความเสี่ยงเรื่องโลดโผน และชื่นชอบการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจ เขาขยันทำกิจกรรมแปลกใหม่ที่บ้าบิ่นเพื่อสร้างสถิติโลก อย่างเช่นการเดินทางรอบโลกด้วยบอลลูน การข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกด้วยเรือเร็ว การไต่อาคารสูง ด้วยความที่ริชาร์ด แบรนสันเป็นนักธุรกิจที่มีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ยังผลให้เขาลงทุนทำธุรกิจที่ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนทำธุรกิจเทคโนโลยีและพลังงานชีวภาพ หรือแม้กระทั่งแผนการลงทุนด้านยานอวกาศเพื่อให้บริการขนส่งผู้โดยสารในเชิงพาณิชย์ ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจขงมหาเศรษฐีทั่วโลก ที่ต้องการเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวในอวกาศ สำหรับผมก็เคยเดินทางด้วยเครื่องบิน มิก-25 ขึ้นไปยังเส้นขอบโลกมาแล้วเช่นกัน จากกิจกรรมความท้าทาย ความบ้าบิ่นที่เขาชื่นชอบ ส่งผลทำให้เขากลายเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงระดับโลก และเป็นบุคคลที่สื่อทุกประเภทให้ความสนใจอยู่เสมอๆ เท่ากับเป็นการประชาสัมพันธ์องค์กรของเขาไปด้วยจึงทำให้แบรนด์?เวอร์จิ้น? กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอยู่เสมอ

ประวัติ

ริชาร์ด ชาร์ลส์ นิโคลัส แบรนสัน เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ. 1950 ที่ เซาท์ลอนดอน ในครอบครัวชนชั้นกลางของอังกฤษ ซึ่งยึดอาชีพทางด้านกฎหมายจนกลายเป็นธรรมเนียมตกทอดของตระกูล ในขณะที่ตัวแบรนสัน เลือกที่จะไม่ดำเนินรอยตามพ่อและปู่ พ่อของริชาร์ด แบรนสัน คือ ?เท็ด? หรือเอ็ดเวิร์ด เจมส์ แบรนสัน (Edward James Branson) เป็นผู้พิพากษาและเป็นนักกฎหมาย และมีปู่คือ เซอร์จอร์จ อาร์เธอร์ ฮาร์วิน แบรนสัน (Sir George Arthur Harwin Branson) เป็นตุลาการของศาลสูงอังกฤษและเป็นองคมนตรี ส่วนแม่คืออีฟ ฮันต์ลีย์-ฟลินต์ แบรนสัน เคยเป็นทั้งนักเต้นรำและนักแสดงของโรงละคร และผันตัวเองมาเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินตอนที่ได้พบกับเท็ด แบรนสัน

แม่คือบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของเขาให้เป็นอย่างในปัจจุบัน และอุปนิสัยรักการผจญภัยของแบรนสัน นั้นได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้เป็นแม่ เพราะเท็ดพ่อของแบรนสันนั้นเป็นคนที่ค่อนข้างจะสงบเสงี่ยม แม่ของแบรนสัน เป็นคนที่กระตือรือร้นและมุ่งมั่นกล้าหาญมาก เพราะในสมัยที่ผู้หญิงไม่กี่คนสามารถขับรถยนต์ได้ แต่แม่ของแบรนสันสามารถบินเครื่องร่อนได้เป็นอย่างดี เพราะเคยฝึกบินกับนักเรียนนายร้อยของกองทัพอากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ดังนั้นลูกๆ ในตระกูลแบรนสันจึงมีแม่เป็นผู้เลี้ยงดูโดยที่ไม่เข้มงวด แต่จะถูกเลี้ยงให้สามารถพึ่งตัวเองได้ มีความรับผิดชอบ ให้เป็นเด็กแข็งแรง กระฉับกระเฉง มีพลัง และกล้าหาญ

เธอเชื่อว่าความสามารถในการฝ่าฟันอุปสรรคของลูกๆ จะกระตุ้นจิตวิญญาณในตัวลูกๆ ดังนั้นอีฟจึงสรรหากิจกรรม เกม และโครงการต่างๆ ที่มีประโยชน์ให้ลูกๆ ทำในช่วงวันหยุดพักผ่อนและวันหยุดสุดสัปดาห์ และแน่นอนว่ากิจกรรมเหล่านี้ต้องสนุกด้วย บ้านของเขาไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพราะแม่ของเขาเชื่อว่าจะทำให้เด็ก ๆเสียเวลา นิสัยที่ขี้อายของลูกๆ คือมารยาทที่ไม่ดี การหมกมุ่นอยู่กับตัวเองคือนิสัยที่ขี้ขลาด ส่วนเท็ดจะเป็นพ่อที่ไม่เข้มงวดกับลูก อยู่ใกล้ชิดลูกๆ และจะคาดหวังในตัวลูกๆ น้อยกว่าแม่

ตอนที่เขามีอายุได้เพียง 4 ขวบ แม่ของเขาจอดรถระหว่างทางที่อยู่ไกลจากบ้านประมาณ 2-3 ไมล์ และบอกให้เขาหาทางกลับบ้านเองโดยให้เดินข้ามทุ่งกลับบ้าน และตัวเขาเองก็หลงทาง และไปโผล่เอาที่ฟาร์มของเพื่อนบ้านแทนที่จะเป็นบ้านของตนเอง

ในเช้ามืดวันหนึ่งของเดือนมกราคมที่ทั้งมืดทั้งหนาว แม่ปลุกแบรนสันตั้งแต่เช้ามืดเพราะจะให้เขาขี่จักรยานไปที่เมืองบอร์นเมาท์เองในเช้าของวันนั้น โดยแม่ทำแซนวิชและแอปเปิ้ลให้เขานำไปกินระหว่างทาง และบอกกับเขาว่าส่วนน้ำดื่มนั้นให้ไปหาเอาเองระหว่างทาง ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับเด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 12 ปีที่จะขี่จักรยานไปเมืองเมืองนี้ที่ห่างจากบ้านของเขาถึง 50 ไมล์ แต่แม่ของเขาเชื่อว่าประสบการณ์นี้จะสอนให้เขารู้จักกับความทรหดอดทนและเรียนรู้เรื่องทิศทาง หลังจากที่ขี่จักรยานไปเมืองบอร์นเมาท์และกลับมาถึงบ้านแล้ว เขาเดินตรงดิ่งเข้าไปในครัวด้วยความรู้สึกเหมือนเป็นวีรบุรุษที่ได้รับชัยชนะมาจากการขี่จักรยานแบบมาราธอนและคิดว่าจะได้รับการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่จากแม่ แต่พอเข้าไปหาแม่ในครัวที่กำลังหั่นหัวหอมอยู่ แม่ของเขาก็พูดเพียงแค่ว่า

?ทำได้ดีมาก ริคกี้ สนุกไหมลูก ตอนนี้ลูกช่วยวิ่งไปที่บ้านท่านผู้ช่วยบิช็อปได้ไหม พอดีท่านมีฟืนที่ต้องผ่า แล้วแม่ก็บอกท่านไปว่าเดี๋ยวลูกจะกลับมาช่วยอีกไม่กี่นาทีนี้แล้วล่ะ?

ประสบการณ์ความท้าทายและการฝึกให้ช่วยเหลือตัวเอง ที่แบรนสันได้รับจากการเลี้ยงดูของแม่ในวัยเด็กนั้น เป็นเรื่องทางกำลังกายมากกว่ากำลังสมอง ดังนั้นแบรนสันจึงเป็นเด็กที่ชอบเล่นกีฬามากกว่าเรียนหนังสือ เพราะสมัยเรียนแบรนสันเป็นเด็กที่เรียนได้แย่มาก แต่เล่นกีฬาเก่งมาก ทำให้พ่อแม่ของเขาค่อนข้างเป็นห่วง แบรนสันเรียนที่โรงเรียนสไกต์คลิฟ (Scaitcliffe School) ปัจจุบันโรงเรียนนี้รู้จักกันในชื่อของโรงเรียนบิช็อปเกต (Bishopsgate School) จนกระทั่งมีอายุได้ 13 ปี แบรนสันประสบอุบัติเหตุระหว่างเล่นกีฬาที่ขาทำให้อนาคตการเป็นนักกีฬาที่มีวี่แววว่าจะไปรุ่งของแบรนสันดับลงไปด้วย จากนั้นเขาจึงเข้าเรียนที่โรงเรียนสโตเว (Stowe School) ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำชายที่ขึ้นชื่อในเรื่องการให้อิสระแก่นักเรียน แต่เขาก็ไม่สนใจเรื่องการเรียนอยู่ดีถึงแม้ว่าจะเป็นนักกีฬาไปไม่ได้แล้วก็ตาม และมีผลการเรียนที่ดีไม่พอที่จะประกอบอาชีพนักกฎหมายตามรอยพ่อและปู่ได้และไม่สามารถประกอบวิชาชีพอื่นๆ ได้เช่นกัน

สาเหตุหนึ่งที่เขาเรียนอ่อนเพราะเป็นโรคดีสเล็กเซีย ซึ่งโรคนี้ทำให้เขากลายเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องเรียนจนกระทั่งทำให้เขาไม่ได้เรียนหนังสือในชั้นสูงๆ อย่างที่ควรจะเป็น โรคนี้เป็นโรคที่ทำให้เกิดความผิดปกติในการอ่าน อาการของโรคนี้คือเด็กอาจจะอ่านไม่ออก หรืออ่านได้บ้าง แต่สะกดคำไม่ถูก ผสมคำไม่ได้ สลับตัวพยัญชนะ สับสนกับการผันสระ วรรณยุกต์ บางทีมัวแต่สะกดคำ ทำให้อ่านแล้วจับใจความไม่ได้ ซึ่งสมัยนั้นยังไม่มีใครรู้จักโรคนี้ดีพอ ตัวแบรนสันเองก็คิดว่าการเรียนหนังสือเป็นสิ่งที่ยากลำบากมากสำหรับเขาโดยเฉพาะเวลาที่ต้องอ่านหนังสือ

เมื่อแบรนสันเรียนรู้ผ่านการเรียนหนังสือไม่ได้เขาจึงต้องเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ เมื่อตอนที่มีอายุได้ 15 ปี แบรนสันเริ่มต้นทำธุรกิจ 2 อย่าง อย่างแรกคือปลูกต้นคริสมาสขายในช่วงเทศกาลอีสเตอร์ และอย่างที่สองคือเพาะเลี้ยงนกแก้วออสเตรเลียที่มีขนสีเขียวเป็นลายดำและเหลืองไว้ขาย แต่ธุรกิจทั้งสองนี้กลับเจ๊งไม่เป็นท่า แต่เขากลับเข้าใจในการบริหารจัดการที่จะทำธุรกิจบางอย่างมากกว่าเดิม เขาไม่คิดที่จะเลิกทำธุรกิจใหม่ๆ และคิดมองหาลู่ทางลงทุนทำอะไรสักอย่างอยู่เสมอ

เมื่ออายุ 16 ปี แบรนสันลงมือทำนิตยสารที่มีชื่อว่า ?Student? ซึ่งเป็นนิตยสารรายเดือนสำหรับเด็กวัยรุ่นระดับมหาวิทยาลัย เพื่อเป็น ?เสียงของคนหนุ่มสาว? โดยมีแม่เป็นผู้ให้การสนับสนุน

เมื่อตอนฤดูร้อนปี ค.ศ. 1967 แบรนสันตัดสินใจออกจากโรงเรียนตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะตอนนั้นแบรนสันมีอายุได้เพียง 17 ปี เขาต้องการที่จะเลิกเรียนเพื่อสานต่อธุรกิจนิตยสารของเขาที่กำลังไปได้ด้วยดี เขาย้ายไปอยู่ที่กรุงลอนดอน เพื่อเริ่มต้นลงมือทำธุรกิจของตัวเองอย่างจริงจัง ตอนแรกๆ สำนักงานของแบรนสันคือการอาศัยห้องใต้ดินบ้านเพื่อนบ้าง โบสถ์ร้างบ้าง ส่วนทีมงานก็คือเพื่อนฝูงและคนคุ้นเคยที่ไม่ได้เงินเดือน แบรนสันจะจัดหาที่นอนและอาหารให้ ซึ่งคนเหล่านี้จะคอยช่วยจัดทำหนังสือบ้าง จัดจำหน่ายหนังสือบ้าง และบ่อยครั้งยังช่วยรับหน้าเจ้าหนี้แทน และนิตยสารฉบับนี้ประสบความสำเร็จมาก มียอดพิมพ์สูงถึง 100,000 ฉบับ ความสำเร็จของนิตยสารของแบรนสันน่าจะมาจากการที่นิตยสารฉบับนี้มีรูปแบบที่โดดเด่น และนำเสนอแต่สิ่งที่ดีที่สุด

นอกจากจะทำนิตยสารแล้ว เขายังเปิด ?ศูนย์แนะแนวนักเรียน? ที่มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเด็กวัยรุ่น ซึ่งพอจะเรียกได้ว่าเป็นหน่วยงานการกุศลแรกที่เขาก่อตั้งขึ้นด้วยตัวเอง

ด้วยวัยที่ยังไม่ถึง 20 ปีดี แบรนสันต้องทำหน้าที่รับผิดชอบเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อนเป็นของตัวเองเลย แต่เขายังรู้สึกไม่พอใจกับการทำนิตยสารที่เขามองว่ายังไม่ประสบความสำเร็จมากพอและยังไม่มั่นคง ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจลองเข้าสู่ธุรกิจจำหน่ายแผ่นเสียงที่เขาเล็งเห็นว่ามีศักยภาพในการเติบโต

เขาเสนอขายแผ่นเสียงในราคาที่ลดถูกกว่าร้านค้าทั่วไป 15 เปอร์เซ็นต์ โดยโฆษณาผ่านนิตยสาร Student เพื่อดึงดูดลูกค้าที่เป็นคนหนุ่มสาว ซึ่งแผ่นเสียงที่เขาประกาศขายเป็นผลงานของวงดนตรีและนักร้องที่หาซื้อได้ยาก หรือมีจำหน่ายเฉพาะที่ลอนดอน ปรากฏว่ามียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างถล่มทลาย ซึ่งทำให้เขานำเงินสดที่ได้จากการสั่งซื้อไปซื้อแผ่นเสียงกับบริษัทผู้ผลิตในปริมาณมากๆ ก่อนที่จะจัดส่งให้ลูกค้า และการขายแผ่นเสียงกลายเป็นกิจการที่ทำกำไรมากกว่ารายได้ที่มาจากการเป็นสมาชิกนิตยสารเสียอีก

ธุรกิจใหม่ของแบรนสันมีชื่อว่า ?เวอร์จิ้น? ที่แปลว่า ?บริสุทธิ์ ไร้เดียงสา? ซึ่งสอดคล้องกับอารมณ์ในยุคนั้นที่คนหนุ่มสาวมักจะต่อต้านสังคม และแบรนสันจึงเปิดสำนักงานของตัวเองอยู่บนร้านเก่าๆ ที่ขายรองเท้า โดยใช้ชื่อร้านของเขาว่า ?เวอร์จิ้น เรคคอร์ดส์? (Virgin Records) และจากจุดนั้น ?เวอร์จิ้น เรคคอร์ดส์? ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา

ธุรกิจจำหน่ายแผ่นเสียงกำลังไปได้ดี เขาเริ่มมองหาธุรกิจใหม่ ๆ อย่างการเปิดสตูดิโอบันทึกแผ่นเสียง สิ่งพิมพ์ด้านดนตรี ร้านค้าปลีก โรงงานผลิตแผ่นเสียง ตัวแทนศิลปิน ฯลฯ แต่แผนการที่เขาวาดไว้ต้องพังทลายลง เพราะในปี ค.ศ. 1971 พนักงานไปรษณีย์หยุดงานประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลทำให้กิจการของแบรนสันเกือบล้มละลาย

ในฤดูร้อนปี ค.ศ. 1971 แบรนสันตัดสินใจผิดพลาด หลังจากรับออเดอร์จากเบลเยี่ยมซึ่งเป็นครั้งแรก ที่ได้รับออเดอร์จากต่างประเทศ ซึ่งไม่ต้องเสียภาษี จากนั้นเขาแกล้งทำเป็นว่าจัดส่งอีกประมาณ 4-5 ครั้ง แต่กลับนำสินค้ามาขายในร้านของเขาที่ลอนดอน แต่ท้ายที่สุดแบรนสันก็ถูกจับในข้อหาเลี่ยงภาษี และเขาถูกคุมขังที่เรือนจำโดเวอร์เป็นเวลา 1 คืน ซึ่งทำให้แบรนสันรู้สึกตกใจและเสียหน้ามาก แบรนสันถูกปล่อยตัวออกมาในวันต่อมาเมื่อพ่อกับแม่มาประกันตัวด้วยวงเงิน 30,000 ปอนด์ จากเงินที่ได้จากการนำบ้านไปจำนอง แบรนสันออกจากเรือนจำมาด้วยน้ำตานองหน้า

แบรนสันเปิดธุรกิจห้องบันทึกเสียง และเริ่มผลิตแผ่นเสียงในสังกัดของตนเอง ศิลปินในสังกัดของแบรนสันที่มีชื่อเสียงในยุคแรกๆ ก็เช่น ไมค์ โอลด์ฟิลด์, แทงเจอรีน ดรีม, เซ็กซ์ พิสทอลส์ และยุคถัดมาเช่น เจเนซิส, ฟิล คอลลินส์, ปีเตอร์ แกเบรียล, บอย จอร์จ

เมื่อเงินทองไหลมาเทมาจากรายได้ที่นักร้องในสังกัดเป็นที่นิยม ทำให้เวอร์จิ้นลอยตัวจากปัญหาเรื่องเงินทุน แบรนสันจึงเริ่มแตกยอดธุรกิจออกไปอีก ทั้งธุรกิจค้าปลีก การจัดรายการบันเทิง ส่วนการจัดจำหน่ายแผ่นเสียงทางไปรษณีย์นั้นก็ยกเลิกไป และธุรกิจอื่นๆ ที่ตามมาอีกก็คือสตูดิโอบันทึกแผ่นเสียง ร้านจำหน่ายแผ่นเสียง สิ่งตีพิมพ์และหนังสือเกี่ยวกับดนตรี ไนต์คลับ และภาพยนตร์ และเวอร์จิ้นยังสยายปีกข้ามไปทวีปอเมริกา เมื่อไปเปิดสาขาของเวอร์จิ้นที่นั่น

ต้นปี ค.ศ. 1984 แรนดอล์ฟ ฟิลด์ส ทนายความชาวอเมริกัน ผู้พยายามก่อตั้งสายการบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกราคาพิเศษ แบรนสันตกลงใจที่จะร่วมกับฟิลด์สก่อตั้งสายการบินขึ้นมา โดยตั้งชื่อว่า ?สายการบินเวอร์จิ้นแอตแลนติก แอร์เวย์ส

ภายในเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สายการบินเวอร์จิ้นแอตแลนติก แอร์เวย์สก็เป็นรูปเป็นร่าง และมีกำหนดเปิดตัวช่วงเดือนมิถุนายน ขาดแต่เพียงยังไม่ได้รับใบอนุญาตทำการบิน ยังไม่มีเครื่องบินเป็นของตัวเอง ไม่มีสำนักงาน และไม่มีพนักงานแม้แต่คนเดียว แต่ในที่สุดเขาก็จัดการจนสำเร็จ โดยได้รับใบอนุญาตทำการบิน เจรจากับโบอิ้งเพื่อขอซื้อเครื่องบินรุ่น 747 ซึ่งเคยเป็นของสายการบินอาร์เจนติน่า ภายใต้ข้อตกลงรับซื้อคืนที่มีเงื่อนไขซับซ้อนมาก โดยได้เครดิตจากธนาคารสหรัฐฯ รายหนึ่ง

แบรนสันรู้ดีว่าการที่สายการบินของเขาจำหน่ายตั๋วในราคาต่ำ จะต้องได้รับผลกระทบจากนโยบายหั่นราคาจากสายการบินบริติช แอร์เวย์ส และแพนแอม อย่างแน่นอน เพราะสายการบินเหล่านี้ได้รับผลกระทบจากสายการบินของเขา และก็เป็นอย่างที่เขาคิด บริติช แอร์เวย์ส ทำสงครามหั่นราคากับสายการบินเวอร์จิ้นแอตแลนติก แอร์เวย์ส แบรนสันจึงวิ่งเต้นรวมถึงขู่ว่าจะฟ้องร้องเพื่อให้ดำเนินคดีตามกฎหมายห้ามการผูกขาดการค้าในสหรัฐฯ และบีบรัฐมนตรีคมนาคมอังกฤษให้ยกเลิกนโยบายตัดราคา

เวอร์จิ้น กรุ๊ป ของแบรนสัน เป็นบริษัทเอกชนมานาน แต่ในปี ค.ศ. 1986 แบรนสันยอมปล่อยขายหุ้นบริษัทแก่มหาชนมีการโฆษณาทางหนังสือพิมพ์และโทรทัศน์ทั่วอังกฤษเชินชวนให้ประชาชนมาซื้อหุ้นของเวอร์จิ้น กรุ๊ป และทำให้แบรนสันเห็นลู่ทางในการระดมทุนอย่างรวดเร็วเพื่อลดภาระหนี้สินที่กู้จากธนาคารเป็นช่วงสั้นๆ และนำเงินที่ได้จากการระดมทุนมาใช้ขยายกิจการโดยที่เขาไม่เสียอำนาจในบริษัท

แบรนสันไม่เคยหยุดนิ่ง เขาลงทุนทำธุรกิจใหม่ๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวอร์จิ้น
คอมมิวนิเคชั่น เวอร์จิ้นโคล่า เครื่องสำอาง ไนต์คลับ เวอร์จิ้นไบรด์ และสินค้าเสื้อผ้า
แบรนสันสร้างความฮือฮาไปทั่วในงานเปิดชุดแต่งงานคอลเล็คชั่นใหม่ของเวอร์จิ้น ด้วยการโกนหนวดทิ้ง และแต่งหญิง ซึ่งเป็นพฤติกรรมประหลาดมาก

แบรนสันแต่งงานสองครั้ง ภรรยาคนที่สองของเขาคือโจแอน เท็มเปิ้ลแมน เป็นชาวสก็อต มีนิสัยที่ติดดินมาก แบรนสันมีลูกกับภรรยาคนที่สอง 2 คน เป็นลูกสาวและลูกชาย

แบรนสันมีเกาะส่วนตัวชื่อเกาะเนคเตอร์ ที่มีพื้นที่ 74 เอเคอร์ ที่อยู่ในหมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น อีกทั้งยังชอบนั่งทำงานอยู่ที่บ้าน ถึงแม้ว่าจะมีสำนักงานอย่างเป็นทางการก็ตาม เขาชอบทำงานอยู่ที่เฮาส์โบ้ตซึ่งเป็นเรือที่ใช้เป็นทั้งบ้านและที่ทำงานไปพร้อมๆ กัน เขาใช้เฮาส์โบ้ตอยู่นานจนกระทั่งต้องย้ายไปหาบ้านใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิม เพราะลูกๆ ของเขาเริ่มโตและซุกซนมากขึ้น และมักจะแย่งกันรับโทรศัพท์ แต่เขาก็ยังใช้เฮาส์โบ้ตเป็นอีกสำนักงานหนึ่งต่อไป

เขาทำงานการกุศลร่วมกับคนดังคนอื่นๆ มากมาย และยังอุปถัมภ์องค์กรการกุศลหลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น Prisoners Abroad และ International Rescue Corps เขาได้แต่งตั้งบรรดาศักดิ์เป็นอัศวินในปี ค.ศ. 1999 และยังได้รับรางวัลพลเมืองโลกจากยูเอ็นอีกด้วยในปี 2007 ที่เขาส่งเสริมกิจการด้านสิ่งแวดล้อมและมนุษยธรรม

แบรนสันประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการเป็นผู้บริหารที่ทำให้พนักงานในองค์กรมีสำนึกในการเป็นคนในชุมชนเดียวกันมากที่สุด และทำให้พนักงานรักองค์กรมาก เขาพยายามให้พนักงานในองค์กรทำงานในเวอร์จิ้นด้วยความสนุกและความสุข เขาเชื่อว่าถ้าเปลี่ยนงานให้กลายเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น จะทำให้ทัศนคติและผลของงานของพนักงานต่างออกไปจากเดิมมาก ทุกวันนี้แบรนสันยังคงทำหน้าที่เป็นประธานของเวอร์จิ้นกรุ๊ปที่ดูแลพนักงานถึง 35,000 คน




Thank : Thai Millionaire

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น